วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

สารเสพติดกับการป้องกัน

สารเสพติดกับการป้องกัน

สารเสพติดกับการป้องกัน
สารเสพติด  หมายถึงสิ่งที่เสพเข้าไปในร่างกายแล้วทำให้ร่างกายต้องการสารนั้นในปริมาณ ที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถหยุดได้  มีผลทำให้ร่างกายทรุดโทรมและสภาวะจิตใจผิดปกติ
ประเภทของสารเสพติด
ประเภทของสารเสพติดแบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้
1.  สิ่งเสพติดตามธรรมชาติ  ส่วนใหญ่ได้มาจากพืช  เช่น  ฝิ่น  กัญชา  กระท่อม  เป็นต้น
2   สิ่งเสพติดสังเคราะห์  เกิดจากมนุษย์จัดทำขึ้น  เช่น  เฮโรอีน  ยานอนหลับ  ยาระงับประสาท  ยาบ้า  เป็นต้น

ใบกระท่อม                                                              กัญชา
ชนิดของสิ่งเสพติดที่พบในประเทศไทย
สิ่งเสพติดที่พบในประเทศไทยแบ่งออกได้ดังนี้
1.  สิ่งเสพติดประเภทฝิ่นและอนุพันธ์ของฝิ่น  ได้แก่


ฝิ่น                                             มอร์ฟีน                                              เฮโรอีน
1.1  ฝิ่น  เป็นพืชล้มลุก  สารเสพติดได้จากยางฝิ่นดิบ  ซึ่งกรีดจากผล  มีลักษณะเหนียว  สีน้ำตาลไหม้
1.2  มอร์ฟีน  เป็นสารแอลคาลอยด์สกัดจากฝิ่น  เป็นผลึกสีขาวนวล  มีฤทธิ์รุนแรงกว่าฝิ่น 10 เท่า
1.3  เฮโรอีน  เป็นสารที่สังเคราะห์ได้จากมอร์ฟีน  มีพิษรุนแรงกว่ามอร์ฟีน 10 เท่า
2.  สิ่งเสพติดประเภทยานอนหลับแลพยาระงับประสาท  ได้แก่
2.1  เชกโคนาล  เป็นแคปซูลสีแดงเรียกว่า เหล้าแห้ง
2.2  อโมบาร์บิทอล  เป็นยานอนหลับบรรจุในแคปซูลสีฟ้าที่เรียกว่า  นกสีฟ้า
2.3  เพนโทบาร์บิทอล  เป็นยานอนหลับบรรจุในแคปซูลสีเหลืองที่เรียกว่า  เสื้อสีเหลือง
3.  สิ่งเสพติดประเภทแอมเฟตามีน เป็นยาประเภทกระตุ้นประสาท  มีชื่อเรียกหลายชื่อ  เช่น  ยาแก้ง่วง  ยาขยัน  ยาบ้า  เป็นต้น  ยาบ้าหรือแอมเฟตามีนมีลักษณะ
เป็นผง  มีผลึกสีขาว  บรรจุในแคปซูลหรืออัดเม็ดอาจพบปลอมปนในยาคลอร์เฟนิรามีน  พาราเซตามอล

ยาบ้า                                           ยาเค                                             ยาอี
โทษของยาเสพติด
โทษเนื่องจากการเสพสิ่งเสพติดแบ่งออกได้ดังนี้
1.  โทษต่อร่างกาย  สิ่งเสพติดทำลายทั้งร่างกายและจิตใจ  เช่น  ทำให้สมองถูกทำลาย  ความจำเสื่อม  ดวงตาพร่ามั่ว  น้ำหนักลด  ร่างกายซูบผอม  ตาแห้ง  เหม่อลอย
ริมฝีปากเขียวคล้ำ  เครียด  เป็นต้น
2.  โทษต่อผู้ใกล้ชิด  ทำลายความหวังของพ่อแม่และทุกคนในครอบครัว  ทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย
3.  โทษต่อสังคม  เกิดปัญหาทางด้านอาชญากรรม  สูญเสียแรงงาน  สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการปราบปรามและการบำบัดรักษา
4.  โทษต่อประเทศไทย  ทำลายเศรษฐกิจของชาติ
การป้องกันสิ่งเสพติด
วิธีการป้องกันอันตรายจากสารเสพติดมีดังต่อไปนี้
1.  การป้องกันตนเอง  ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์  และพักผ่อนให้เพียงพอ  เลือกคบเพื่อนที่ไม่มั่วสมสิ่งเสพติด
2.  การป้องกันในครอบครัว  ต้องให้ความรักความเข้าใจ  และอบรมสั่งสอนให้รู้ถึงโทษของสิ่งเสพติด
3.  การป้องกันในสถานศึกษา  ควรให้ความรู้ซึ่งสิ่งเสพติด  จัดนิทรรศการและการรณรงค์ต่อต้านสิ่งเสพติด  ไปศึกษาดุงาน ณ สถานบำบัดผู้ติดยาเสพติด
4.  การป้องกันในชุมชน  ควรจัดสถานที่ออกกำลังกาย  และจัดกลุ่มแม่บ้านให้ความรู้เรื่องสิ่งเสพติด
ยาและสารเสพติด
- ยาเสพติดคืออะไร
- ประวัติความเป็นมาของยาเสพติด
- ยาเสพติด มีกี่ประเภท
- การพิสูจน์ยาเสพติดเบื้องต้น
- ลักษณะการติดยาเสพติด
- การสังเกตผู้ติดยาเสพติด
- ยาเสพติดคืออะไร
ยาเสพติด หมายถึง ยาหรือสารเคมี หรือวัตถุชนิดใด ๆ ที่อาจเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ หรือจากการสังเคราะห์ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยวิธีการกิน ดม สูบ ฉีด หรือวิธีใดๆก็ตาม เป็นช่วงระยะเวลาๆ หรือนานติดกัน จนทำให้ร่างกายทรุดโทรมและตกอยู่ไต้อำนาจหรือเป็นทาสของสิ่งนั้น ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หรือจิตใจเพียงอย่างเดียว เนื่องจาก
1. ต้องเพิ่มขนาดการเสพมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเมื่อเสพเข้าไปสักระยะจะเกิดภาวะดื้อยา ปริมาณยาเดิมไม่สามารถทำให้เมาได้
2. เมื่อถึงเวลาเสพ หากไม่ได้เสพจะทำให้เกิดอาการขาดยา ทำให้ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ หรือจิตใจเพียงอย่างเดียว ประวัติความเป็นมาของยาเสพติด
1.1 ในประเทศไทย
ยาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาของชาติอยู่ในขณะนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไรเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะมนุษย์ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาเป็นเวลาช้านาน บางชนิดก็ให้ทั้งคุณประโยชน์และโทษ บางชนิดก็มีแต่โทษภัยเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันมียาเสพติดชนิดต่าง ๆ ในท้องตลาดมากกว่า 120 ชนิด อย่างไรก็ตามยาเสพติดชนิดแรกที่คนไทยรู้จักก็คือ ฝิ่น
ฝิ่น เข้ามาในประเทศไทยในสมัยใดนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด เท่าที่มีหลักฐานครั้งแรก เป็นประกาศใช้กฎหมายลักษณะโจร ในสมัยรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1903 หรือ ประมาณ 600 ปีล่วงมาแล้ว ตามกฎหมายฉบับนี้ได้บัญญัติการห้ามซื้อ ขาย เสพฝิ่นไว้ว่า “ผู้สูบฝิ่น กินฝิ่น ขายฝิ่นนั้น ให้ลงพระราชอาญาจงหนักหนา ริบราชบาทว์ให้สิ้นเชิง ทเวนบกสามวัน ทเวนเรือสามวัน ให้จำใส่คุกไว้กว่าจะอดได้ ถ้าอดได้แล้วเรียกเอาทานบนแก่มันญาติพี่น้องไว้แล้วจึงให้ปล่อยผู้สูบ ขาย กินฝิ่น ออกจากโทษ” แม้ว่าบทลงโทษจะสูง แต่การลักลอกซื้อขายและเสพฝิ่น ก็ยังมีต่อมาโดยตลอดกฎหมายคงใช้ได้แต่ในกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น ส่วนหัวเมืองและเมืองขึ้นที่ห่างพระเนตรพระกรรณ ไม่มีการเข้มงวดกวดขัน ซึ่งปรากฎว่าผู้ครองเมืองบางแห่งก็ติดฝิ่นและผูกขาดการจำหน่ายฝิ่นเสียเอง ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาการขายฝิ่น เสพฝิ่น จึงเลิกไม่ได้ตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงแจกกฎหมายป่าวร้องห้ามปรามผู้ขาย ผู้สูบฝิ่นแต่ก็ยังไม่มีผล ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้ทรงตราพระราชกำหนดโทษให้สูงขึ้นไปอีกโดย “ห้ามอย่าให้ผู้ใดสูบฝิ่น กินฝิ่น ซื้อฝิ่นขายฝิ่น และเป็นผู้สมซื้อสมขายเป็นอันขาดทีเดียว ถ้ามิฟังจับได้และมีผู้ร้องฟ้องพิจารณาเป็นสัจจะให้ลงพระอาญา เฆี่ยน 3 ยก ทเวนบก 3 วัน ทเวนเรือ 3 วัน ริบราชบาทว์บุตรภรรยาและทรัพย์สิ่งของให้สิ้นเชิง ให้ส่งตัวไปตะพุ่นหญ้าช้าง ผู้รู้เห็นเป็นใจมิได้เอาความมาว่ากล่าว จะให้ลงพระอาญาเฆี่ยน 60 ที”ในรัชกาลที่ 3 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นระยะที่ตรงกับสมัยที่อังกฤษนำฝิ่นจากอินเดียไปบังคับขายให้จีนทำให้มีคน จีนติดฝิ่นเพิ่มขึ้น และในช่วงเวลานั้นตรงกับระยะที่คนจีนเข้ามาค้าขายในเมืองไทยมากขึ้น จึงเป็นการนำการใช้ฝิ่นและผู้ติดฝิ่นเข้ามาในเมืองไทย ตลอดจนมีการลักลอบนำฝิ่นเข้ามาในเมืองไทยด้วยเรือสินค้าต่าง ๆ มาก จึงเป็นเหตุให้การเสพฝิ่นระบาดยิ่งขึ้น พระองค์จึงได้ทรงมีบัญชาให้มีการปราบปรามอย่างเข้มงวดกวดขัน
ยาบ้าและสารเสพติด
เรือเอกนายแพทย์ เอกลักษณ์  ธรรมสุนทร
แพทยศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม)
วุฒิบัตรผู้มีความรู้ความชำนาญสาขา ศัลยศาสตร์
อนุมัติบัตรผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว
ประกาศนียบัตรแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
บททั่วไป
ยาบ้า คือยากลุ่มแอมเฟทตามีน(Amphetamines) ซึ่งมีหลายตัว เช่น Dextroamphetamine, Methamphetamine เรียกกันแต่เดิมว่า “ยาม้า” ยานี้เคยใช้เป็นยารักษาโรคอยู่บ้างในอดีต สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคผลอยหลับโดยไม่รู้ตัว (Narcolepsy) เด็กที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ขาดความตั้งใจและสมาธิในการเรียน (Attention Deficit Disorder) และผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่ปัจจุบันไม่ค่อยนำมาใช้กันแล้ว
ยาบ้ามีประวัติที่มายาวนาน โดยสังเคราะห์ได้กว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองใช้กระตุ้นความกล้าหาญและความอดทนของทหารทั้งสอง ฝ่าย โดยประมาณกันว่ามีการใช้ยาบ้ากว่า 72 ล้านเม็ดระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แม้กระทั่งฮิตเลอร์ ก็ฉีดยาบ้าแทบทุกวัน หลังสงครามการใช้ยาบ้าจึงเริ่มแพร่ขยายออกไปสู่สังคม สาเหตุที่เคยเรียกว่า ยาม้า สันนิษฐานได้หลายแง่ บ้างว่าคงมาจากการที่เคยนำไปใช้กระตุ้นม้าแข่งให้วิ่งเร็ว และอดทน บ้างว่าเนื่องจากทำให้ผู้ใช้ยาคึกคะนองเหมือนม้า อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาเรียกเป็นยาบ้า ก็เพื่อจะเน้นความเป็นพิษของยา ซึ่งเมื่อใช้มากเกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันนานๆ จะทำให้ผู้ใช้ยามีลักษณะเหมือนคนบ้าและเนื่องจากกระบวนการสังเคราะห์สารนี้ ไม่ซับซ้อน ปัจจุบันจึงมีการลักลอบสังเคราะห์ กันอยู่ในประเทศไทย
แอมเฟตามีน มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสขมนิดๆโดยทั่วไปที่มีจำหน่ายมักจะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กเม็ดกลมแบน อาจพบลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม รูปหัวใจ มีสีขาว เหลือง น้ำตาล สีฟ้า หรือหลากสีในเม็ดเดียว และมักมีเครื่องหมายรูปหัวม้า หรือคำว่า LONDON ปัจจุบันยาในกลุ่มนี้ที่แพร่หลายมากที่สุดเป็น เมทแอมเฟตามีน (Metamphetamine) ซึ่งมีลักษณะที่พบบ่อยเป็นเม็ดสีส้มมีตัวอักษรWY ในระยะหลังจะพบว่ามีการผสมยากลุ่มแอมเฟตามีน โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนร่วมกับเฮโรอินและอื่นๆ ซึ่งมีผลทำให้เสพติดง่ายขึ้น เลิกจากการเสพติดได้ยากมากขึ้น ตัวอย่างเช่น เอ็กซ์ตาซีซึ่งมักพบในเมืองใหญ่ในกลุ่มวัยรุ่นที่มีฐานะ
ยาอี ซึ่งย่อมาจากเอคตาซี่ (Ectasy) เป็นสารอนุพันธุ์ ตัวหนึ่งของยาบ้า (สารอนุพันธุ์หมายถึงสาร ที่มีสูตรโครงสร้างทางเคมี และฤทธิ์คล้ายคลึงกัน) ยาอีเป็นสารที่ได้ จากการจงใจสังเคราะห์ทางเคมี โดยมีชื่อย่อ ทางเคมีเรียกว่า MDMA และไม่เคยใช้เป็นยาเลย
ในสมัยหนึ่งนักเคมี ทดลองสังเคราะห์ สารที่มีโครงสร้างคล้ายยาบ้ามากมายหลายตัว โดยหวังว่าคงจะมีสักตัวที่ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ แต่กลับปรากฏว่าสารเหล่านั้น มักไม่ประโยชน์แต่กลับมีผลเสียต่อจิตอารมณ์แทบทุกตัว สารอนุพันธุ์เหล่านี้ปัจจุบันมีการลักลอบสังเคราะห์กันในต่างประเทศเป็นส่วน ใหญ่ และเรียกกันรวมๆ ว่า Designer Drugs ซึ่งหมายถึงสารที่พยายามดัดแปลงสูตรโครงสร้าง ทางเคมีจากสารเดิม ที่ถูกควบคุมโดยกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อใช้ทดแทนสารเดิมและหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย
ส่วน ยาเค ซึ่งย่อมาจากเคตามีน (Ketamine) คือยาสลบชนิดหนึ่งที่ทางสัตวแพทย์ ใช้ฉีดสลบสัตว์และแพทย์ใช้ฉีดผู้ป่วยเด็กก่อนทำการผ่าตัดขนาดเล็ก ยานี้ไม่ทำให้หมดสติ แต่ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่ร่างกายและจิตใจเหมือนแยกจากกัน ไม่รับรู้ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัด ยานี้มีแหล่งที่มาจากบริษัทผู้ผลิตยาซึ่งจำหน่ายเพื่อใช้ในโรงพยาบาลและปศุ สัตว์ และบางส่วนถูกลักลอบออกมา
ในปัจจุบันสารและยาเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดกันมาก ทั้งโดยเจตนาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่อตัวผู้ใช้เอง และเกิดผลกระทบต่อสังคมอีกด้วย
ผลของยาบ้า ยาอี และยาเค
ยาบ้ามีคุณสมบัติกระตุ้นระบบประสาทและกระตุ้นจิตอารมณ์อย่างรุนแรง โดยจะมีผลอยู่ได้นานประมาณ 4-6 ชั่วโมงหลังจากใช้ยา ผลเหล่านี้ได้แก่ ผลกระตุ้นต่อระบบประสาท ทำให้นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร การหายใจเร็วและแรง หัวใจเต้นเร็วและแรง ความดันเลือดสูงขึ้น รูม่านตาขยาย ตื่นเต้นง่าย อยู่ได้นานโดยไม่ต้องนอน อยู่ไม่สุข มือสั่น ตัวสั่น เหงื่อออกมาก ท้องเสียหรือท้องผูก ปาก และ จมูกแห้ง ริมฝีปากแตก ทำงานเกินปกติ หงุดหงิด ชอบทะเลาะวิวาท รูม่านตาเบิกกว้าง สูบบุหรี่จัด มวนต่อมวน และอาจมีคลื่นไส้อาเจียน ผะอืดผะอมได้
ผลกระตุ้นต่อจิตอารมณ์
ส่วนใหญ่เกิดในช่วงต้น หลังการใช้ยา ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย กระฉับกระเฉง รู้สึกตื่นตัว มีพลังมากขึ้น เกิดความมั่นใจ ซึ่งมักเป็นสาเหตุให้เกิดการใช้ยาในทางที่ผิด และติดยาโดยจิตใจ ผลทางด้านจิตใจจะเห็นได้ชัดเมื่อเสพเป็นจำนวนมาก จะเกิดอาการทางจิตเฉียบพลัน หรือเป็นบ้าขึ้นได้ชั่วระยะหนึ่ง อาการจะคล้ายผู้ป่วยโรคจิตหวาดระแวงเกิดอาการหลงผิด คิดว่ามีคนมาทำร้ายตนเอะอะคว้าอาวุธมาป้องกันตัวเอง หรือพยายามจะหนีซุกซ่อนตัวเอง พูดไม่รู้เรื่อง มักเห็นภาพหลอน ต่างๆนานา ซึ่งนำไปสู่อันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น เช่นตกใจกลัวปีนตึกหรือเสา ถูกรถชน หรือหลงผิดว่า มีคนมาทำร้าย จึงทำร้ายผู้อื่นก่อน บางรายที่ใช้ยามากๆอาจจะมีอาการไข้ขึ้น ความดันโลหิตสูงมาก ใจสั่น หายใจไม่ออก กล้ามเนื้อกระตุก ชัก หมดสติถึงตายได้
ผลต่อพฤติกรรม
เห็นได้ชัดในช่วงปลายหลังการใช้ยา ทำให้พูดมาก ก้าวร้าว ย้ำคิดย้ำทำ กระวนกระวาย บางครั้งมีอาการประสาทหลอน ทางสายตาหรือทางหูจากการที่ ยาบ้ากระตุ้นร่างกาย ให้ใช้พลังงานมากขึ้นแต่กลับทำให้เบื่ออาหารและนอนไม่หลับ พลังงานสำรองของร่างกายจึงลดลง ดังนั้นหลังจากยาบ้า หมดฤทธิ์แล้วผู้ใช้ยา จะรู้สึกเหนื่อย และอ่อนเพลียเป็นเวลานาน รู้สึกหิวและอยากนอนในกรณีที่ใช้ยาบ้าขนาดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าใช้ต่อเนื่องหลายครั้ง อาจทำให้รู้สึกสับสน วิตกกังวลรุนแรง มีอาการประสาทหลอน และรู้สึกหวาดระแวงอย่างหนัก ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายคนบ้า เมื่อเสพเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้สมองได้รับการกระตุ้นเสมอ โดยไม่ได้รับการพักผ่อน ร่างกายฝืนให้ทำงานหนักตลอดเวลามีผลทำให้ร่างกายสุขภาพทรุดโทรมลงเกิดโรคตาม มาง่าย เช่น โรคติดเชื้อต่างๆ โรคตับอักเสบ โรคปอด ไตเสื่อม ผลต่อจิตใจเกิดอารมณ์แปรปรวน ภาวะทางจิตเสื่อมโทรมก่อให้เกิดโรคจิตเรื้อรังหรือบ้าได้ตลอดไป
ยาบ้านิยมใช้ในหมู่ผู้ประกอบอาชีพใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ มีการลักลอบจำหน่ายอยู่ตามแหล่งซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ใช้ยา เช่น ตามปั๊มน้ำมัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยาบ้าเป็นยาเสพย์ติด ดังนั้น ทั้งการใช้ยา การมีไว้ในครอบครอง การผลิต การจำหน่ายจ่ายแจกล้วนมีความผิด ตามกฎหมายทั้งนั้น
ยาอีมีผลโดยทั่วไปคล้ายยาบ้า แต่มีผลทำให้เกิดประสาทหลอนรุนแรงกว่ายาบ้า ยาอีลักลอบใช้กันมากในหมู่นักศึกษา และวัยรุ่นในสังคมชั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มักใช้ในงานเลี้ยงส่วนตัวตามบ้าน งานเต้นรำโต้รุ่ง เพื่อเพิ่มเติม ความรู้สึกสนุกสนาน เคลิ้มสุขและเข้ากันได้ง่าย ยานี้ปัจจุบันยังต้องลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ และลักลอบซื้อกันในตลาดมืด ยาอีเป็นยาเสพย์ติดประเภทเดียวกับยาบ้าเช่นกัน
ยาเคในปัจจุบัน ยังไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากโดยธรรมชาติเป็นยาน้ำทำให้พกพาและใช้ไม่สะดวก ยาเคทำให้รู้สึกเหมือนว่าร่างกายและจิตใจแยกออกจากกัน (เปรียบเทียบคล้ายกับ ความรู้สึกเมื่อใกล้ตาย) และถ้าใช้ขนาดสูง ก็ทำให้หมดสติได้ แม้ยาเคจะไม่อยู่ในข่ายยาเสพย์ติดแต่การใช้ยา ต้องมีใบสั่งแพทย์ และควรใช้โดยแพทย์ หรือสัตวแพทย์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งยานี้ก็เล็ดรอด ออกมานอกโรงพยาบาล หรือปศุสัตว์ได้
ยาบ้า ยาอี และยาเค ทำให้ติดยาได้หรือไม่ ถ้าได้อะไรเป็นสาเหตุ ทำให้ติดยา และผลเสียของ การติดยาดังกล่าว เป็นอย่างไร?
โดยทั่วไป ลักษณะการติดยามีอยู่สองแบบคือ การติดโดยร่างกาย และการติดโดยจิตใจ
การติดโดยร่างกาย หมายถึงสภาวะที่ร่างกายทำหน้าที่ภายใต้อิทธิพลของยาจนเคยชิน เมื่อหยุดใช้ยาร่างกายจะทำหน้าที่ดังเดิมไม่ได้ และเกิดอาการขาดยาหรือลงแดง (Withdrawal symptoms) รุนแรง ซึ่งมักเป็นอาการตรงข้ามกับผลของยา และเมื่อได้รับยาเดิมอาการก็จะหายไป
ส่วนการติดโดยจิตใจ หมายถึงผู้ใช้พึงพอใจกับผลและความรู้สึกที่เกิดจากยา เมื่อหยุดใช้ยามักไม่เกิดอาการขาดยา หรืออาการไม่รุนแรง แต่จะมีความรู้สึกอยาก หงุดหงิด และพยายามแสวงหายามาใช้เหมือนเดิม
ยาทั้งสามตัวนี้ก่อให้เกิดการติดยาได้ทั้งนั้น แต่จะมีแนวโน้ม โอกาส และผลสืบเนื่องแตกต่างกันไป ในสภาพปัจจุบัน ยาบ้าเป็นยาที่ติดได้ง่ายที่สุด รองลงมาคือยาอี ส่วนยาเค ก็มีโอกาสติดได้
ยาบ้าทำให้ติดยาได้ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยอาการขาดยาบ้าได้แก่ อ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง หิวจัด นอนหลับลึก และยาวนานตั้งแต่ 24-48 ชั่วโมง ซึมเศร้าหดหู่ วิตกกังวล อาการทางจิตประสาท อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการใช้ยาบ้าต่อไปเพราะการเลิกยาบ้าเป็น วิธีแก้ปัญหาที่ถาวรและดีกว่ามาก เมื่อเลิกยาบ้าได้ สุขภาพร่างกายและจิตใจจะดีขึ้น สามารถแสวงหาความสุขอื่นได้อีกมากมาย
ส่วนยาอีมีคุณสมบัติส่วนใหญ่เหมือนยาบ้า จึงทำให้เกิดการติดยาได้และมีลักษณะของการติดยาคล้ายกับยาบ้า แต่การติดยาอียังไม่แพร่หลาย เหมือนยาบ้า ยังจำกัดในวงสังคมชั้นสูง เนื่องจากหาซื้อยาก และราคาแพงมาก
เนื่องจากการใช้ยาเค ส่วนใหญ่มักใช้เป็นครั้งคราว ดังนั้นข้อมูล เกี่ยวกับการติดยาเค ยังมีจำกัด แต่ยานี้มีคุณสมบัติพื้นฐาน คล้ายยาเสพย์ติด โดยทั่วไป จึงคาดว่า ทำให้เกิดการติดยาได้
พิษของยาบ้า ยาอี และยาเคต่อผู้ใช้ยา ทั้งระยะเฉียบพลัน และเรื้อรังเป็นอย่างไร ร้ายแรงเพียงไร?
พิษของยาทั้งสามตัวแตกต่างกันไป โดยที่พิษของยาบ้าและยาอีจะคล้ายคลึงกัน ส่วนยาเคนั้นจะแตกต่างออกไป อย่างไรก็ดีข้อมูล เรื่องของยาอีและยาเค ยังมีจำกัด
การใช้โดยการฉีด ทำให้เกิดการติดเชื้อการอักเสบบริเวณที่ฉีด และเป็นหนทางติดโรคเอดส์ได้ ในกรณีที่ใช้ยาบ้าในขนาดสูง ในระยะเฉียบพลันจะทำให้ตัวร้อนเหมือนเป็นไข้ เหงื่อแตกพลั่ก ปากแห้ง ปวดศีรษะ ผิวหนังซีด ตาพร่า มึนงง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันเลือดสูงฉับพลัน ตัวสั่น ควบคุมร่างกายไม่ได้ ชัก หมดสติ ในบางรายอาจเสียชีวิต จากเส้นเลือด ในสมองแตก หัวใจวาย การชัก หรือตัวร้อนจัด
ถ้าหากใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ยาบ้าทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตคล้ายกับคนบ้าชนิดหวาดระแวง (Paranoid) และอาจก่อความรุนแรง หรืออาชญากรรมได้ ร่างกายจะทรุดโทรม อ่อนแอ เนื่องจากขาดอาหา รและขาดการพักผ่อน ทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย เช่น โรคติดเชื้อ ในบางครั้ง ผู้ที่ใช้ยาบ้า อาจจะทำงานหนักเกินจนร่างกายรับไม่ไหว เกิดการบาดเจ็บหรือทุพลภาพได้
ยาอีมีพิษเฉียบพลันคล้ายยาบ้ารวม ได้แก่ เกิดความปรวนแปรทางจิตอารมณ์ เช่น วิตกกังวลรุนแรง ซึมเศร้า ความคิดหวาดระแวง และที่สำคัญคือ ประสาทหลอน อาการพิษ ทางกายได้แก่ กล้ามเนื้อเกร็งตัว คลื่นไส้ ตาพร่า เป็นลม หนาวสั่น เหงื่อแตก จากผลการทดลองกับสัตว์ ปรากฏว่าทั้งยาบ้าและยาอีทำลายเซลประสาทบางชนิด ทำให้สมองเสื่อมอย่างถาวรและเกิดความบกพร่อง ในการทำงาน ของร่างกายส่วนที่สมอง บริเวณนั้นควบคุม เช่น อารมณ์ การนอนหลับ การหลับนอน (ความสามารถทางเพศ) การรับรู้ความเจ็บปวด เป็นต้น  นอกจากนั้นยังเชื่อว่า ยาบ้าและยาอี มีผลพิษต่อตัวอ่อนด้วย โดยพบว่าทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดยาบ้า มักมีความผิดปกติ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ยาเคมีพิษเฉียบพลัน กระตุ้นทำให้จิตอารมณ์วุ่นวาย และเกิดภาวะประสาทหลอน และเมื่อใช้ขนาดสูง จะทำให้หมดสติ
มียาอื่นซึ่งมีคุณสมบัติ และการใช้คล้ายยาบ้า ยาอี และยาเคหรือไม่ ถ้ามีคือยาอะไรบ้าง?
มียาและสารหลายตัว ที่มีคุณสมบัติ กระตุ้นระบบประสาท คล้ายกับยาบ้าและยาอี ตัวอย่าง เช่น ยา Love (MDA) ซึ่งได้ชื่อมาจากผลของยาที่ทำให้ผู้ใช้มีความขวยเขินและความอับอายลดลง รู้สึกอยากพูดคุย ปฏิสันถารกับคนอื่น
ส่วนยาและสารที่ทำให้เกิดภาวะประสาทหลอน คล้ายยาเค ได้แก่ PCP, LSD สารในเห็ดขี้ควาย กัญชา
ยาเสพย์ติด ที่เริ่มเป็นปัญหาของสังคมอีกตัวคือ โคเคน ซึ่งสะกัดแยกมาจากใบของต้นโคคา มีฤทธิ์และผลต่อร่างกายและจิตใจคล้ายยาบ้ามาก แต่ก็มีข้อแตกต่างอยู่บ้างบางประการ
ประการแรก โคเคนมีผลอยู่ได้สั้น เพียงประมาน 30 นาทีหลังจากใช้ยา ขณะที่ยาบ้ามีผลอยู่ได้นานถึง 4-6 ชั่วโมง ซึ่งคุณสมบัตินี้ทำให้ในต่างประเทศ นิยมใช้โคเคนในหมู่นักกีฬาอาชีพและดารา เนื่องจากสามารถเลือกใช้ผลยาตามเวลาที่ต้องการได้ ประการที่สอง โคเคนเกิดการชินยา (Tolerance) ได้ช้าซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณยาที่เสพย์มากขึ้นทุกครั้งในการใช้ ยา ขณะที่ยาบ้าเกิดการชินยาได้เร็ว ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลกระตุ้น ระบบประสาทและจิตอารมณ์เหมือนเดิม ในบางครั้งต้องใช้ยามากกว่าครั้งแรก 5-10 เท่า ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อพิษของยามากขึ้น ประการที่สาม โคเคนนั้นมีทางเลือกในการเสพย์มากกว่ายาบ้า สามารถเสพย์โดยการสูดหรือการนัตถุ์ยาได้ และประการสุดท้าย โคเคนมีราคาแพงมากกว่ายาบ้า
อาการของการเลิกใช้ยาหรือถอนยา
ในรายผู้ที่เสพติดยาบ้าแล้ว เมื่อหยุดการใช้ยาก็จะเกิดอาการ ได้แก่ รู้สึกร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมาก จนกระทั่งไม่มีแรงแม้จะทานอาหาร จะมีอาการกระวนกระวาย กระสับกระส่าย ความคิดสับสน ปวดศีรษะ เหงื่อแตกมาก ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดบิดในท้อง รู้สึกร้อนสลับหนาวจัดได้ อาจทุรนทุราย เอะอะอาละวาด ทำร้ายผู้อยู่ใกล้เคียงได้ อาจฆ่าตัวตายเนื่องจากมีอารมณ์ซึมเศร้ามากอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นหลังจาก ขาดยาไปเพียง 2-3 วัน และอาจมีความรู้สึกทรมานต่อไปอีกเป็นอาทิตย์ ซึ่งผู้เสพบางรายอาจจะทนไม่ได้ แต่โดยทั่วไปอาการจะมีประมาณ 1 อาทิตย์
การรักษา
ในระยะหลังจะพบผู้ติดยาบ้ามากขึ้นโดยเฉพาะในสถานศึกษาโดยทั่วไป การจะเลิกนั้นไม่ยากเนื่องจากโดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไร และอาการถอนยาก็ไม่รุนแรง อาจมีอาการหงุดหงิดบ้างเล็กน้อย อ่อนเพลีย นอนหลับมากปวดเมื่อยตามตัว ผู้เสพติดสามารถเลิกได้เองโดยไม่ต้องใช้ยาอะไร นอกจากในรายที่มีอาการทางด้านโรคจิตประสาทชัดเจนหรือกลุ่มซึ่งติดมานานจน เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ
การบำบัดรักษาเพื่อให้เลิกจากการเสพยาแอมเฟตามีนความสำคัญอยู่ที่ทำให้ ผู้เสพเข้าใจถึงพิษภัยของยาบ้าในระยะยาว โดยเฉพาะในเรื่องของระดับสติปัญญาที่ลดลงไปเรื่อยๆ และเกิดอาการทางจิตประสาทตามมาซึ่งระยะเวลา ที่เริ่มมีอาการมักเกิดภายหลัง 2 – 5 ปีหลังการเสพติด รวมทั้งผลกระทบอื่นๆในทุกด้าน อาจใช้ยาที่มีผลทำให้ความรู้สึกอยากยาลดลง และยาที่ควบคุมอาการทางจิตประสาท หรือการใช้กิจกรรมหรือพฤติกรรมบำบัด
การตรวจสารเสพติด (ยาบ้า)
ต่อแต่นี้ไปจะอธิบายถึงวิธีการตรวจสารเสพติด หลักการและเหตุผล ตลอดจนวิธีการทางเทคนิคในการตรวจ
การตรวจปัสสาวะนักเรียนในสถานศึกษาหรือสถานประกอบการต่างๆ ในลักษณะป้องปราม สำหรับเด็กนักเรียนหรือพนักงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเสพยาควรดำเนินการ ตรวจต่อเนื่องทุกเดือน โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า การใช้มาตรการนี้นักเรียนหรือพนักงานส่วนใหญ่จะกลัวแล้วไม่กล้าเสพอีก อย่างไรก็ตามการตรวจปัสสาวะนักเรียนจำนวนมาก ๆ ทั้งโรงเรียนหรือพนักงานทั้งโรงงาน หากไม่มีความเข้าใจในการตรวจ หรือการแปลผลการตรวจที่ดีพอมักก่อให้เกิดปัญหากระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครอง หรือตัวสถานประกอบการเอง ในกรณีที่นักเรียนหรือพนักงานผู้นั้นไม่ได้เสพยาบ้าจริงๆ แต่เกิดผลบวกลวง จากการตรวจปัสสาวะ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วเกิดขึ้นได้จริงๆ ขึ้นอยู่กับแม่นยำของวิธีที่ใช้ในการตรวจ
ดังนั้น เมื่อสถานศึกษาหรือสถานประกอบการใดต้องการตรวจปัสสาวะนักเรียนหรือพนักงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต้องศึกษาให้เข้าใจถึงวิธีและข้อจำกัดในการ ตรวจ เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้องและสามารถดำเนินการต่อไปได้ถูกต้องด้วยอาศัยความรู้ ที่ว่าเมื่อมีการเสพยาบ้าเข้าไปในร่างกาย ร่างกายจะขับออกทางไต นั่นคือออกมาพร้อมๆกับปัสสาวะ อาจมีผู้สงสัยว่าจะตรวจจากเลือดได้หรือไม่ คำตอบคือ ตรวจได้ แต่ไม่นิยมทำกัน เพราะระดับแอมเฟตามีนในเลือดจะต่ำมาก โอกาสผิดพลาดสูง ค่าใช้จ่ายก็สูงด้วย และที่ตรวจกันก็จะทำในงานวิจัยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง การตรวจยาบ้าจึงนิยมตรวจในปัสสาวะ ซึ่งปัจจุบันนี้มีวิธีตรวจหลายวิธี แบ่งวิธีการตรวจออกได้เป็น 3 กลุ่มตามประสิทธิภาพและ ความจำเพาะ

1. วิธีการตรวจขั้นต้น (CCR) โดยใช้ปฏิกริยาทางเคมีในการตรวจใช้เวลา 2-5 นาที
ชุดทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สารออกฤทธิ์ในยาบ้าจะทำปฏิกิริยากับน้ำยา ตรวจสอบในสภาวะที่เหมาะสม แล้วเปลี่ยนสีของน้ำยาจากสีเหลืองเป็นสีม่วงแดง
2. วิธีการตรวจแบบสกรีน(CICA) โดยหลักการอิมมูโนแอนติบอดีย์ใช้เวลา 10-15 นาที
ชุดทดสอบที่ใช้หลักการภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunoassay) โดยใช้หลักการ Immunochromatographic Technique เมื่อหยดปัสสาวะลงในช่องปัสสาวะจะซึมไปตามกระดาษที่เคลือบด้วยสารภูมิคุ้ม กัน สามารถอ่านผลโดยดูจากแถบสีที่ปรากฏ
3. วิธีการตรวจยืนยัน
เป็นการตรวจขั้นสูง ที่อาศัยน้ำยาและเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจที่มีราคาแพงได้แก่ แก็สโครมาโตรกราฟฟีหรือแมสสเปคโตรโฟโตมิเตอร์ (GC/Mass)  และจำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญ ให้ผลการตรวจที่แม่นยำถูกต้องสูง แม้จะมีระดับสารเสพติดในปริมาณต่ำๆก็สามารถตรวจได้ Gas Chromatography / Mass Spectrometry (GC / MS) เป็นเครื่อง GC ที่ต่อเข้ากับ MSสารในตัวอย่างตรวจจะถูกแยกออกจากกันด้วยเครื่อง GC แล้วถูกวิเคราะห์โดยอาศัยคุณสมบัติของมวล/ประจุของสารแต่ละชนิด ด้วยเครื่อง MS การตรวจด้วยเครื่องดังกล่าวเป็นการตรวจยืนยันที่ดีที่สุด สามารถบอกปริมาณของแอมเฟตามีนที่พบได้ว่ามีเท่าไร กี่นาโนกรัม ซึ่งทำให้หมดปัญหาในข้อโต้แย้งของการตรวจ แต่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงและตรวจได้เฉพาะที่ศูนย์บางแห่งเท่านั้น
การตรวจสารเสพติด (ยาบ้า) ที่มีคุณภาพและมีจรรณยาบรรณต่อผู้เข้ารับการตรวจนั้น จะต้องตรวจปัสสาวะทั้งหมด2 ขั้นตอน เหตุผลก็คือ เราไม่สามารถตรวจนักเรียนหรือพนักงานจำนวนมากโดยวิธีตรวจยืนยันทุกรายเพราะ ค่าใช้จ่ายสูงมากและเสียเวลาในการตรวจนาน การตรวจเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายถูกกว่า สามารถตรวจได้คราวละมาก ๆ แต่ผลเสียก็คือ มีผลบวกลวง (False positive) สูง อะไรคือ ผลบวกลวง การกินยาที่มีสูตรทางเคมีบางส่วนคล้ายสารแอมเฟตามีน (Amphetamine) ทำให้เกิดผลบวกลวงขึ้นได้
ยาในกลุ่มดังกล่าวได้แก่
1. ยาแก้แพ้-ยาแก้หวัดคัดจมูก เช่น ซูโดเอฟรีดีน, คลอร์เฟนนิรามีน และ เฟนิลโพรพานอรามีน
2. ยาแก้ไอ เช่น เดซ์โตรเมโทรแฟน และโคดีอีน
3. ยาที่รักษามาเลเรีย เช่น ควินีน และควินิดีน
4. ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ได้แก่ อิมิปรามีน อะมิทริปทัยลีน และคลอโปรมาซีน
5. และยาลดความอ้วน เป็นต้น
นอกจากกลุ่มยาดังกล่าวแล้ว ผลบวกลวงอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่สามารถบอกได้ ซึ่งอาจอธิบายเรื่อง “ผลบวกลวง” เพิ่มเติมได้ดังนี้
ผลบวกลวง (False Positive)
หลายคนคงแปลกใจว่าทำไมเวลาที่มีการตรวจหาเชื้อ HIV ในเลือดหรือการตรวจหายาเสพติดในปัสสาวะ จึงต้องมีการตรวจชันสูตร 2 ขั้นตอนได้แก่ การตรวจเบื้องต้น (Screening test) และการตรวจยืนยัน (Confirmatory test) สาเหตุคงเนื่องมาจากการตรวจยืนยันเป็นวิธีที่ดีที่จะบอกผลได้แม่นยำแต่ เหมือนกับสิ่งอื่นๆ ในตลาดก็คือวิธีที่ดีย่อมมีค่าใช้จ่ายสูงและมีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อนใช้เวลา มาก และเสียค่าใช้จ่ายสูง การตรวจเบื้องต้น นอกจากจะมีคุณสมบัติดังที่กล่าวแล้วยังมีคุณสมบัติที่มีความไว (Sensitivity) สูง แต่มีความจำเพาะ (specificity) อาจไม่สูงนัก
คุณสมบัติทั้งสองนี้คืออะไร?
หากจะเปรียบเทียบการตรวจเบื้องต้นเป็นเรดาร์ที่ใช้ตรวจจับเครื่องบินที่ผ่าน มาในรัศมีทำการของเรดาร์ ถ้ามีเครื่องบิน บินผ่าน 100 ลำ เรดาร์ตัวนี้มีความสามารถตรวจจับได้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดแสดงว่า เรดาร์มีความไวสูง คุณสมบัติข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องมี
สำหรับการตรวจเบื้องต้น หากตรวจปัสสาวะเพื่อหายาเสพติดจะแทบไม่มีผู้ใดที่มียาเสพติดในร่างกายจะเล็ด ลอดการตรวจไปได้ สำหรับ ความจำเพาะ ก็คือ นอกจากเครื่องบินที่บินผ่านมา เรดาร์สามารถตรวจจับนกที่บินผ่าน แต่บนหน้าจอไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นเครื่องบินหรือนกดังนั้นเมื่อมีเครื่อง บิน 100 ลำ และ นก 50 ตัวบินผ่านเรดาร์ ตรวจจับว่ามีวัตถุปรากฏบนหน้าจอ 150 วัตถุบินผ่านมา หากเรดาร์ตรวจจับนก ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามามาก แสดงว่ามีความจำเพาะต่ำ คุณสมบัติข้อนี้มักเป็นข้อด้อยของชุดตรวจเบื้องต้น
มีตัวอย่างการตรวจปัสสาวะหาสารแอมเฟตามีนหรือยาบ้า โดยใช้การตรวจ โดยใช้สารเคมี (Color test) ที่จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนสีกับสารในกลุ่ม แอมเฟตามีน (Color test) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจเบื้องต้นชนิดหนึ่ง ซึ่งจะเป็นตัวอย่างได้ว่ามีผลบวกลวงเกิดขึ้นมากน้อยเพียงไร
ตัวอย่างแรก
จากการตรวจของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดพิษณุโลก เก็บตัวอย่างปัสสาวะของนักเรียนตามสถานศึกษาต่าง ๆ ในปี 2541 จำนวน 3,762 ราย จากการตรวจเบื้องต้นพบผลบวกจำนวน 161 ราย แต่เมื่อส่งตรวจยืนยันพบผลบวกเพียง 62 ราย
ตัวอย่างที่สอง
จากการเก็บปัสสาวะนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดลพบุรี ปี 2539 ได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 2,093 ราย ผลการตรวจเบื้องต้นด้วย Color test พบผลบวก 333 ราย จากนั้นส่งตรวจยืนยันด้วย GLC พบผลบวกเหลือ 86ราย
ตัวอย่างสุดท้าย
เป็นการเก็บตัวอย่างของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาใน จังหวัดเชียงใหม่ ปลายปี 2538 โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สุ่มเก็บได้ตัวอย่างปัสสาวะทั้งสิ้น 2,997 ราย ผลการตรวจเบื้องต้นโดยใช้ชุดนี้ยาของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบผลบวกทั้งสิ้น 161 ราย เมื่อส่งตรวจยืนยันโดยใช้วิธี Chromatography ผลบวกลดเหลือ 70 ราย
จะเห็นได้ว่า ตัวอย่างแรก พบผลบวกลวง 99 ราย ในจำนวน161  ราย คิดเป็นร้อยละ 61.5 ตัวอย่างที่สอง พบผลบวกลวง 247 ราย ในจำนวน 333 ราย คิดเป็นร้อยละ 74.2 และตัวอย่างสุดท้าย พบผลบวกลวง 221 ราย ในจำนวน 219 ราย คิดเป็นร้อยละ 75.9 สรุปว่าจากกรณี การตรวจปัสสาวะหาสารแอมเฟตามีน โดยวิธีตรวจเบื้องต้นด้วยชุดตรวจที่เป็นสีเคมี (Color test) ทั้ง 3 กรณี พบผลบวก ลวง (False positive) สูงถึงร้อยละ 60-75
เราอย่ามั่นใจว่าตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะจนกว่าจะตรวจยืนยันก่อนโดย เฉพาะอย่างยิ่งหากตรวจด้วยวิธี CCR เพราะ ข้อมูลดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจยืน ยัน (Confirmatory test) เมื่อผลของการตรวจเบื้องต้นได้ผลลบ
ถ้าเราค่อนข้างมั่นใจว่าการตรวจมีความถูกต้องสูง ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจยืนยันอีก การตรวจเบื้องต้นโดยใช้วิธีการตรวจต่างชนิดกัน จะมีความไวและความจำเพาะแตกต่างกัน ดังนั้นการที่จะใช้วิธีใดทำการตรวจเบื้องต้น จะต้องศึกษาผลการวิจัยหรือข้อมูลเพื่อให้ทราบถึงคุณสมบัติทั้งสองของชุดตรวจ นั้นๆ ด้วย
หากจะถามว่าผลบวกลวงในการตรวจเบื้องต้น มีมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับชนิดของชุดตรวจ ถ้าเป็นชุดตรวจที่เป็นสารเคมี (Color test หรือ CCR) เมื่อผสมกับปัสสาวะที่มียาบ้า จะเปลี่ยนสี ชุดตรวจประเภทนี้จะมีผลบวกลวงสูงคือประมาณร้อยละ 60-70 ดังจะทราบข่าวในกรณีของดารานักร้องคนหนึ่งที่ตรวจพบแต่ต่อมาบอกอีกทีว่าตรวจ ไม่พบ เป็นต้น ข้อดีของวิธีนี้คือราคาถูกที่สุด วิธีการตรวจนี้จะเป็นที่รู้จักกันดี เพราะผลิตโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และส่งให้ตำรวจใช้และมักเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าพบ “ฉี่ม่วง”
หากเป็นชนิดที่ใช้วิธีการตรวจด้านภูมิคุ้มกัน (Immunoassay) จะพบผลบวกลวงน้อยกว่า ดังนั้นในสถานพยาบาลต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่มีมาตรฐานจึงนิยมใช้วิธีการตรวจด้านภูมิคุ้มกัน เป็นการตรวจเบื้องต้นอันดับแรก หากเมื่อตรวจพบว่ามียาบ้าในปัสสาวะก็จะตรวจยืนยันโดยวิธี GS/Mass (วิธีที่ 3) อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อตรวจยืนยันแล้วว่าในปัสสาวะมียาเสพติดจริง เราก็สามารถบอกได้เพียงว่า ผู้นั้นได้เสพยาเสพติดก่อนหน้าที่จะมาตรวจปัสสาวะระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกว่าผู้นั้นติดยาเสพติดหรือไม่ เพราะผู้เสพยาเสพติดจำนวนมากยังไม่ใช่ผู้ติดยาเสพติด และการจะบอกว่าผู้ใดติดยาเสพติดแล้ว ต้องมีหลักเกณฑ์อื่น ๆ มาประกอบช่วยพิจารณา หากหน่วยงานใดต้องการรายละเอียดด้านเทคนิคของการตรวจปัสสาวะอาจจะหารือไปที่ กองวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ตั้งอยู่ตามเขตต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ดังนั้นสรุปได้ว่าสถานประกอบการหรือสถานศึกษาใดจะจัดให้มีการตรวจยาบ้าใน หน่วยงานของท่านกรุณาเลือกใช้วิธีการตรวจที่เหมาะสม หรือหากใช้หน่วยบริการใดมาให้บริการตรวจให้กรุณาสอบถามรายละเอียดวิธีการ ตรวจว่า ตรวจให้อย่างไร วิธีที่ใช้ตรวจเป็นวิธีใด เพื่อที่จะได้การตรวจที่มีคุณภาพ ถูกต้องมีมาตรฐาน เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานของท่านในที่สุด
ความรู้เรื่องยาเสพติด
ความหมายของยาเสพติด
ยาเสพติด  หมายถึง สารใดก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสารที่สังเคราะห์ขึ้น เมี่อนำเข้าสู้ร่างกายไม่ว่าจะโดยวิธีรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้ว ทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดการเสพติดได้ หากใช้สารนั้นเป็นประจำทุกวัน หรือวันละหลาย ๆ ครั้ง
ลักษณะสำคัญของสารเสพติด จะทำให้เกิดอาการ และอาการแสดงต่อผู้เสพดังนี้
1. เกิดอาการดื้อยา หรือต้านยา และเมื่อติดแล้ว ต้องการใช้สารนั้นในประมาณมากขึ้น
2. เกิดอาการขาดยา ถอนยา หรืออยากยา เมื่อใช้สารนั้นเท่าเดิม ลดลง หรือหยุดใช้
3. มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างรุนแรงตลอดเวลา
4. สุขภาพร่างกายทรุดโทรมลง เกิดโทษต่อตนเอง  ครอบครัว  ผู้อื่น  ตลอดจนสังคม และประเทศชาติ ประเภทของยาเสพติด
ยาเสพติด แบ่งได้หลายรูปแบบ ตามลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
ฝิ่น เอ๊กซ์ตาซี
แบ่งตามแหล่งที่เกิด ซึ่งจะแบ่งออกเป็น  2   ประเภท คือ
1.  ยาเสพติดธรรมชาติ  (Natural  Drugs) คือยาเสพติดที่ผลิตมาจากพืช เช่น  ฝิ่น กระท่อม  กัญชา  เป็นต้น
เฮโรอีน ยาบ้า
2.  ยาเสพติดสังเคราะห์  (Synthetic  Drugs)  คือยาเสพติดที่ผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีทางเคมี  เช่น เฮโรอีน  แอมเฟตามีน  เป็นต้น
2.  แบ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522  ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
2.1   ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 1   ได้แก่ เฮโรอีน  แอลเอสดี  แอมเฟตามีน หรือยาบ้า  ยาอีหรือยาเลิฟ
2.2   ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 2   ยาเสพติดประเภทนี้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้  แต่ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์    และใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่  ฝิ่น  มอร์ฟีน  โคเคน หรือโคคาอีน  โคเคอีน  และเมทาโดน
2.3   ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่  3    ยาเสพติดประเภทนี้เป็นยาเสพติดให้โทษที่มียาเสพติดประเภทที่  2    ผสมอยู่ด้วย มีประโยชน์ทางการแพทย์   การนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น หรือเพื่อเสพติด จะมีบทลงโทษกำกับไว้  ยาเสพติดประเภทนี้ ได้แก่
ยาแก้ไอ  ที่มีตัวยาโคเคอีน  ยาแก้ท้องเสีย ที่มีฝิ่นผสมอยู่ด้วย  ยาฉีดระงับปวดต่าง ๆ เช่น มอร์ฟีน  เพทิดีน  ซึ่งสกัดมาจากฝิ่น
2.4   ยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่  4   คือสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 2    ยาเสพติดประเภทนี้ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดโรคแต่อย่างใด  และมีบทลงโทษกำกับไว้ด้วย  ได้แก่น้ำยาอะเซติคแอนไฮไดรย์ และ อะเซติลคลอไรด์  ซึ่งใช้ในการเปลี่ยนมอร์ฟีนเป็นเฮโรอีน  สารคลอซูไดอีเฟครีน  สามารถใช้ในการผลิตยาบ้าได้ และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทอีก 12 ชนิด  ที่สามารถนำมาผลิตยาอีและยาบ้าได้
ผสมผสาน เห็ดขี้ควาย
2.5   ยาเสพติดให้โทษประเภทที่  5   เป็นยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าข่ายอยู่ในยาเสพติดประเภทที่ 1 ถึง 4   ได้แก่  ทุกส่วนของพืชกัญชา  ทุกส่วนของพืชกระท่อม   เห็ดขี้ควาย เป็นต้น
3.  แบ่งตามการออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
3.1   ยาเสพติดประเภทกดประสาท  ได้แก่   ฝิ่น   มอร์ฟีน   เฮโรอีน   สารระเหย  และยากล่อมประสาท
3.2   ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท  ได้แก่  แอมเฟตามีน  กระท่อม และ โคคาอีน
3.3   ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท  ได้แก่  แอลเอสดี  ดีเอ็มพี  และ เห็ดขี้ควาย
3.4   ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน    กล่าวคือ  อาจกดกระตุ้น หรือ หลอนประสาทได้พร้อม ๆ กัน  ตัวอย่างเช่น  กัญชา
4..  แบ่งตามองค์การอนามัยโลก ซึ่งแบ่งออกได้เป็น  ๙  ประเภท คือ
4.1   ประเภทฝิ่น  หรือ  มอร์ฟีน   รวมทั้งยาที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน  ได้แก่ ฝิ่น  มอร์ฟีน  เฮโรอีน   เพทิดีน
4.2   ประเภทยาปิทูเรท  รวมทั้งยาที่มีฤทธิ์ทำนองเดียวกัน ได้แก่  เซโคบาร์ปิตาล  อะโมบาร์ปิตาล  พาราลดีไฮด์  เมโปรบาเมท ไดอาซีแพม เป็นต้น
4.3   ประเภทแอลกอฮอล  ได้แก่  เหล้า   เบียร์  วิสกี้
4.4   ประเภทแอมเฟตามีน  ได้แก่  แอมเฟตามีน  เมทแอมเฟตามีน
4.5   ประเภทโคเคน  ได้แก่  โคเคน  ใบโคคา
4.6   ประเภทกัญชา  ได้แก่  ใบกัญชา  ยางกัญชา
4.7   ประเภทใบกระท่อม
4.8   ประเภทหลอนประสาท  ได้แก่ แอลเอสดี  ดีเอ็นที  เมสตาลีน  เมลัดมอนิ่งกลอรี่   ต้นลำโพง  เห็ดเมาบางชนิด
4.9   ประเภทอื่น ๆ  นอกเหนือจาก  8   ประเภทข้างต้น  ได้แก่  สารระเหยต่าง ๆ  เช่น ทินเนอร์  เบนซิน  น้ำยาล้างเล็บ  ยาแก้ปวด  และบุหรี่
3. วิธีการเสพยาเสพติด
กระทำได้หลายวิธี ดังนี้คือ
3.1   สอดใต้หนังตา
3.2   สูบ
3.3   ดม
3.4   รับประทานเข้าไป
3.5   อมไว้ใต้ลิ้น
3.6   ฉีดเข้าเหงือก
3.7   ฉีดเข้าเส้นเลือด
3.8   ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
3.9   เหน็บทางทวารหนัก
4. ยาเสพติดที่แพร่ระบาดในประเทศไทย ได้แก่
4.1   ยาบ้า
4.2   ยาอี  ยาเลิฟ  หรือ เอ็กซ์ตาซี
4.3   ยาเค
4.4   โคเคน
4.5   เฮโรอีน
4.6   กัญชา
4.7   สารระเหย
4.8   แอลเอสดี
4.9   ฝิ่น
4.10  มอร์ฟีน
4.11   กระท่อม
4.12   เห็ดขี้ควาย
5. สาเหตุของการติดยาเสพติด
มีหลายประการ ดังนี้คือ
5.1   อยากลอง อยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัส ซึ่งเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์  โดยคิดว่า “ไม่ติด”  แต่เมื่อลองเสพเข้าไปแล้วมักจะติด
5.2   ถูกเพื่อนชักชวน  ส่วนใหญ่พบในกลุ่มเยาวชน ทำตามเพื่อน  เพราะต้องการ การยอมรับจากเพื่อนฝูง หรือถูกชักจูงว่าใช้แล้วทำให้สมองปลอดโปร่ง  หรือใช้แล้วทำให้ขยันจึงเหมาะแก่การเรียน และการทำงาน
5.3   ถูกหลอกลวง  โดยอาศัยรูปแบบสีสันสวยงาม  ทำให้ผู้รับไม่อาจทราบได้ว่า สิ่งที่ตนได้รับเป็นยาเสพติด
5.4   ใช้เพื่อลดความเจ็บปวดทางกาย  อันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บ  จนเกิดการติดยา เพราะใช้เป็นประจำ
5.5   เกิดจากความคนอง และขาดสติยั้งคิด ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นยาเสพติด แต่อยากแสดง ความเก่งกล้า อวดเพื่อน จึงชวนกันเสพจนติด
5.6   ภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัว เอื้ออำนวยที่จะส่งเสริม  และผลักดันให้หันเข้าหายาเสพติด เช่น  ครอบครัวแตกแยก สมาชิกในครอบครัวขาดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ภาวะเศรษฐกิจบีบบังคับให้ทำเพื่อความอยู่รอด  อยากรวยเร็ว หรือพักอาศัยอยู่ ในแหล่งที่มีการเสพและค้ายาเสพติด
6. โทษ/พิษภัย ของยาเสพติด
การใช้ยาเสพติด  มีโทษและพิษภัยรอบตัว นอกจากจะส่งผลกระทบในทางไม่ดีโดยตรงต่อตัวผู้เสพแล้ว ทั้งทางร่างกายและจิตใจ  ยังส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังครอบครัวผู้เสพ ตลอดจนเศรษฐกิจ  สังคม และประเทศชาติอีกด้วย
7. วิธีสังเกตุอาการผู้ติดยาเสพติด
จะสังเกตว่าผู้ใดใช้หรือเสพยาเสพติด  ให้สังเกตจากอาการและการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย และจิตใจดังต่อไปนี้
7.1   การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จะสังเกตได้จาก
7.1.1    สุขภาพร่างกายทรุดโทรม  ซูบผอม  ไม่มีแรง  อ่อนเพลีย
7.1.2   ริมฝีปากเขียวคล้ำ  แห้ง  และแตก
7.1.3  ร่างกายสกปรก  เหงื่อออกมาก  กลิ่นตัวแรงเพราะไม่ชอบอาบน้ำ
7.1.4   ผิวหนังหยาบกร้าน  เป็นแผลพุพอง  อาจมีหนองหรือน้ำเหลือง คล้ายโรคผิวหนัง
7.1.5   มีรอยกรีดด้วยของมีคม  เป็นรอยแผลเป็นปรากฏที่บริเวณแขน  และ/หรือ ท้องแขน
7.1.6  ชอบใส่เสื้อแขนยาว  กางเกงขายาว  และสวมแว่นตาดำเพื่อปิดบังม่านตาที่ ขยาย
7.2   การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ความประพฤติและบุคลิกภาพ  สังเกตุได้จาก
7.2.1  เป็นคนเจ้าอารมย์  หงุดหงิดง่าย  เอาแต่ใจตนเอง  ขาดเหตุผล
7.2.2   ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่
7.2.3  ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
7.2.4  พูดจากร้าวร้าว  แม้แต่บิดามารดา  ครู อาจารย์  ของตนเอง
7.2.5   ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว ไม่เข้าหน้าผู้อื่น  ทำตัวลึกลับ
7.2.6  ชอบเข้าห้องน้ำนาน ๆ
7.2.4   ใช้เงินเปลืองผิดปกติ  ทรัพย์สินในบ้านสูญหายบ่อย
7.2.5   พบอุปกรณ์เกี่ยวกับยาเสพติด  เช่น  หลอดฉีดยา  เข็มฉีดยา  กระดาษตะกั่ว
7.2.6   มั่วสุมกับคนที่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติด
7.2.7   ไม่สนใจความเป็นอยู่ของตนเอง  แต่งกายสกปรก ไม่เรียบร้อย ไม่ค่อยอาบน้ำ
7.2.8   ชอบออกนอกบ้านเสมอ ๆ  และกลับบ้านผิดเวลา
7.2.9   ไม่ชอบทำงาน  เกียจคร้าน  ชอบนอนตื่นสาย
7.2.10   มีอาการวิตกกังวล   เศร้าซึม   สีหน้าหมองคล้ำ
7.3   การสังเกตุอาการขาดยา ดังต่อไปนี้
7.3.1   น้ำมูก  น้ำตาไหล หาวบ่อย
7.3.2  กระสับกระส่าย  กระวนกระวาย  หายใจถี่  ปวดท้อง  คลื่นไส้  อาเจียน  เบื่ออาหาร  น้ำหนักลด  อาจมีอุจาระเป็นเลือด
7.3.3   ขนลุก  เหงื่อออกมากผิดปกติ
7.3.4   ปวดเมื่อยตามร่างกาย  ปวดเสียวในกระดูก
7.3.5   ม่านตาขยายโตขึ้น  ตาพร่าไม่สู้แดด
7.3.6   มีอาการสั่น  ชัก  เกร็ง  ไข้ขึ้นสูง  ความดันโลหิตสูง
7.3.7   เป็นตะคริว
7.3.8   นอนไม่หลับ
7.3.9   เพ้อ  คลุ้มคลั่ง  อาละวาด  ควบคุมตนเองไม่ได้

อ้างอิงข้อมูล
1. http://thaitestkit.wordpress.com/about/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น